
มาร์คัส แรชฟอร์ด กำลังสร้างฤดูกาลแห่งการคืนชีพอย่างน่าประทับใจในสีเสื้อ บาร์เซโลนา ก้าวขึ้นมาเป็นหนึ่งในแนวรุกที่อันตรายที่สุดของยุโรปเวลานี้ แต่ผลงานอันโดดเด่นกลับทำให้บาร์ซาต้องเผชิญความเสี่ยงครั้งใหญ่ — นั่นคือการไล่ล่าจาก เชลซี ที่พร้อมใช้พลังเงินระดับมหาศาลเพื่อพาเขากลับสู่พรีเมียร์ลีก
ตามรายงานหลายสำนักในอังกฤษ เชลซีได้กำหนดให้แรชฟอร์ดเป็น เป้าหมายอันดับหนึ่ง ในตลาดนักเตะที่จะมาถึง บอร์ดบริหารเชื่อว่ากองหน้าชาวอังกฤษเหมาะสมอย่างยิ่งกับสไตล์ฟุตบอลเพรสซิ่งเร็วและโจมตีดุดันของกุนซือ เอนโซ่ มาเรสก้า
สำหรับเชลซี แรชฟอร์ดไม่ใช่แค่การเสริมทัพคุณภาพ แต่คือ “หัวใจสำคัญ” ในโปรเจกต์สร้างแนวรุกยุคใหม่ หลังทีมขาดความต่อเนื่องและความเฉียบคมในช่วงหลัง
เชลซีเดินเกมรุกแบบไม่กั๊ก
สื่ออังกฤษเผยว่า เชลซีได้เริ่มติดต่อกับตัวแทนของแรชฟอร์ด เพื่อโน้มน้าวไม่ให้เขาต่อสัญญาหรืออยู่ต่อกับบาร์เซโลนาเมื่อสัญญายืมตัวสิ้นสุดลง
สิงห์บลูพร้อมเสนอ ค่าเหนื่อยระดับที่บาร์ซาไม่อาจจ่ายได้ เนื่องจากสโมสรคาตาลันยังถูกจำกัดอย่างหนักภายใต้กฎการเงินของลาลีกา นอกจากค่าตอบแทนงามหรู เชลซียังให้คำมั่นว่าจะมอบตำแหน่งตัวจริงถาวรและบทบาทแกนหลักในแผนระยะยาวของทีม
สำหรับนักเตะที่กำลังกลับมามั่นใจและต้องการปลุกอาชีพค้าแข้งอีกครั้ง ข้อเสนอนี้ถือว่ายากปฏิเสธ
แรชฟอร์ดกำลังโชว์ของในคัมป์นูใหม่
แรชฟอร์ดโชว์ฟอร์มเข้าตาในบาร์เซโลนา ทั้งวินัย สไตล์การเล่น และความสามารถในการเข้ากับแท็กติกของทีมได้เป็นอย่างดี
ทั้ง ฮันซี่ ฟลิค และ เดโก้ ผู้อำนวยการกีฬาต่างชื่นชมและอยากเก็บเขาไว้ใช้งานต่อ
แต่ปัญหาใหญ่คือเรื่องเดิม — บาร์ซาไม่มีเงินพอจะแข่งขันกับเชลซีได้
เพื่อรั้งนักเตะให้อยู่ต่อ สโมสรต้องหวังว่าแรชฟอร์ดจะยอมลดค่าเหนื่อยลง ซึ่งแทบเป็นไปไม่ได้ เมื่อฝั่งตรงข้ามเสนอแพ็กเกจดีกว่าแบบเทียบไม่ติด
ศึกเงินถล่มเงิน: Chelsea vs Barcelona
ความแตกต่างระหว่างทั้งสองทีมยิ่งชัดเจน
- บาร์เซโลน่า: ต้องจัดระเบียบเพดานค่าเหนื่อยแบบเข้มงวด ถูกลาลีกาตรวจสอบทุกยูโร
- เชลซี: พร้อมทุ่มเงินเพื่อเสริมผู้เล่นเข้ากับแผนฟื้นฟูทีม
ข้อเสนอจากพรีเมียร์ลีกไม่เพียงให้รายได้สูงกว่า แต่ยังเปิดทางให้แรชฟอร์ดกลับมาสู่ลีกที่เขาแจ้งเกิด และพิสูจน์ตัวเองในฐานะสตาร์แถวหน้าอีกครั้ง
นี่ถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของเส้นทางอาชีพ
เขาสามารถเลือก
- อยู่สเปนต่อ เพื่อรักษาฟอร์มที่เพิ่งกลับมารุ่งเรือง
หรือ - กลับอังกฤษ มาเป็นจุดศูนย์กลางของโปรเจกต์ใหญ่ พร้อมค่าตอบแทนที่คุ้มค่ามากกว่าเดิม
แรชฟอร์ดเป็นผู้กำหนดอนาคตของตัวเอง

ความสนใจจากเชลซีสะท้อนให้เห็นถึงอิทธิพลของแรชฟอร์ดในยุโรป หลังฤดูกาลอันยอดเยี่ยมกับบาร์เซโลนา ขณะเดียวกัน บาร์ซาก็ถูกผลักเข้าสู่สถานการณ์ต้องเลือก — หรือเร่งหาวิธีต่อสู้เพื่อเก็บเขาไว้ หรือยอมรับความจริงว่าต้องเสีย “หนึ่งในทรัพย์สินที่มีค่าที่สุดของทีม”
ตลาดนักเตะครั้งต่อไปมีแนวโน้มระอุอย่างแน่นอน แรชฟอร์ดจะเป็นศูนย์กลางของการดึงตัวครั้งใหญ่ระหว่างสองมหาอำนาจลูกหนัง
การตัดสินใจของเขา — อยู่ลาลีกาต่อหรือกลับสู่พรีเมียร์ลีก — จะส่งผลเป็นโดมิโนต่อแผนงานของทั้ง บาร์เซโลนา และ เชลซี
คริสตัล พาเลซ : จุดอ่อนใหญ่คือ “ไม่มีประตูจากมิดฟิลด์”
โอลิเวอร์ กลาสเนอร์ กุนซือของคริสตัล พาเลซ ได้สร้างลายเซ็นแท็กติกแบบเฉพาะตัวตั้งแต่เข้ารับตำแหน่งเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ปีก่อน แต่มีหนึ่งสถิติที่ทำให้หลายคนต้องประหลาดใจ — นั่นคือ ตลอดช่วงเวลานั้น ไม่มีมิดฟิลด์ตัวกลางสี่คนหลักของทีมยิงประตูในพรีเมียร์ลีกได้เลย
ทั้งที่ตลอด 19 เดือนที่ผ่านมา พาเลซยิงรวมถึง 94 ประตู แต่เกือบทั้งหมดมาจากแนวรุก
เกมรุก–เกมรับช่วยกันยิง… แต่มิดฟิลด์กลับเงียบสนิท
หนึ่งในสามของประตูทั้งหมดมาจาก ฌอง-ฟิลิปป์ มาเตต้า ซึ่งกลับมาคืนฟอร์มเปรี้ยงปร้างนับตั้งแต่กุนซือออสเตรียเข้ามา เขายิงไป 33 ประตู มากที่สุดของทีม คิดเป็นถึง 35.1% ของประตูทั้งหมด
ในขณะที่ อิสไมล่า ซาร์ ตัวรุกตำแหน่งหมายเลข 10 ทางขวา เป็นผู้เล่นคนเดียวที่ทำประตูสองหลักได้ (11 ประตู)
ส่วน เอเบเรชี เอเซ่ ที่ย้ายไปอาร์เซน่อลเมื่อซัมเมอร์ ก็ยิง 14 ประตูโดยนับเฉพาะยุคของกลาสเนอร์
ในแนวรับ พาเลซยิงไปถึง 18 ประตู ในพรีเมียร์ลีกช่วงเดียวกัน โดย ดาเนียล มูโญซ และ มาร์ก เกฮี ยิงเท่ากันที่ 4 ประตู
จากลูกตั้งเตะ พาเลซก็ทำได้ดีไม่แพ้ใคร — ยิงได้ 23 ลูก น้อยกว่าอาร์เซน่อลเพียงทีมเดียว (27 ลูก)
อย่างไรก็ตาม สิ่งที่หายไปอย่างชัดเจน คือ “ประตูจากแดนกลาง”
เหตุใดมิดฟิลด์พาเลซถึงไม่ยิง?
แท็กติกของกลาสเนอร์ให้มิดฟิลด์ทำหน้าที่เป็น “ตัวควบคุมจังหวะ” มากกว่าการสอดมายิง พวกเขาต้องเชื่อมเกมและเปิดพื้นที่ให้ตัวรุกมากกว่าโหม่งจ่อหรือยิงไกล
พาเลซเป็นทีมที่มีอัตราการครองบอลในพื้นที่สุดท้ายบริเวณตรงกลางสนามสูงที่สุดทีมหนึ่งของพรีเมียร์ลีก เพราะระบบ 3-4-2-1 ทำให้พวกเขามักได้เปรียบจำนวนคนในแดนกลาง
แต่ผลงานยังไม่ดีพอ กลาสเนอร์ให้สัมภาษณ์หลังเกมเสมอซันเดอร์แลนด์ 0-0 ว่า:
“เราต้องมีการวิ่งสอดมากกว่านี้ ต้องขู่แนวรับมากขึ้น และต้องมีผู้เล่นในกรอบเขตโทษเพิ่มขึ้น”
เหตุผลเชิงแท็กติก: พาเลซกำลังชนบล็อกต่ำมากขึ้น
พาเลซเริ่มเจอคู่แข่งตั้งรับลึกเป็นประจำ โดยเฉพาะในคอนเฟอเรนซ์ลีก ซึ่งทำให้การยิงจากแผงมิดฟิลด์ยิ่งลดลงกว่าเดิม
แม้ฤดูกาลก่อนทีมจะยิงเกิน 50 ประตูเป็นครั้งที่ 5 ในประวัติศาสตร์พรีเมียร์ลีก แต่ระบบของกลาสเนอร์ยังคงมีประสิทธิภาพ
เขาเน้นการดันมาเตต้าให้เด่นสุด และระบบก็ยังอยู่ตัวแม้จะเสียทั้ง เอเซ่ และ โอลิเซ่ ไป
กลาสเนอร์เคยพูดเมื่อเดือนที่แล้วว่า:
“เราแทบไม่ได้ยิงจากนอกกรอบเลย ผู้เล่นในตำแหน่งนั้นไม่ใช่นักล่าประตูโดยธรรมชาติ”
ตั้งแต่กุมภาพันธ์ 2024 พาเลซยิงประตูจากนอกกรอบเพียง 14 ลูก
น้อยกว่าแค่ ฟอเรสต์ (13), ฟูแล่ม (13) และเบรนท์ฟอร์ด (9)
แอดัม วอร์ตัน: จอมครองบอล แต่ไม่ใช่ตัวเข้าทำ
แอดัม วอร์ตัน ให้สัมภาษณ์กับ The Athletic ว่า:
“ระบบของเรามีผลต่อการทำประตู ผมไม่ค่อยได้วิ่งสอดขึ้นไปเลย”
ใน 8 เกมล่าสุด เขามีเพียง 3 ครั้งเท่านั้น ที่ได้สัมผัสบอลในกรอบเขตโทษ
ตลอด 45 นัดในพรีเมียร์ลีกกับพาเลซ เขายังยิงไม่ได้เลย และทำไปเพียง 5 แอสซิสต์
ถึงแม้เขามีสกิลการยิงดีพอจะเป็นมิดฟิลด์แบบ “ยิงได้” แต่หน้าที่หลักของเขาคือ สร้างเกม และ เร่งจังหวะให้ทีมเปลี่ยนสถานการณ์รุกเร็วที่สุด
ความสามารถด้าน “pre-assist” คือการจ่ายก่อนจ่ายแอสซิสต์ เขาและวิล ฮิวจ์สคือผู้เล่นที่มีส่วนร่วมในการสร้างโอกาสมากที่สุดของทีม
ไดอิชิ คามาดะ: เคยยิงเยอะ แต่ยังไม่ปลดล็อกในพาเลซ
คามาดะเคยยิงถึง 9 ประตูในฤดูกาลสุดท้ายที่แฟรงก์เฟิร์ต แต่ในสีเสื้อพาเลซ เขายังไม่มีแม้แต่แอสซิสต์เดียว
ชัยชนะ 3-0 เหนือลิเวอร์พูลในคาราบาวคัพ คามาดะโชว์ให้เห็นว่าเขาเล่นเป็น “เบอร์ 6” หรือ “เบอร์ 8” ได้ดีเมื่อยืนลึก ทำหน้าที่คุมจังหวะ ส่งบอลทะลุช่องให้เพื่อนทำประตู
ในระบบของกลาสเนอร์ มิดฟิลด์สองคนจะยืนเป็น “บล็อกหลัง” คอยป้อนบอลให้สองตัวรุกด้านหลังมาเตต้าและเปิดพื้นที่ให้วิงแบ็กเติมสูง
ดังนั้นโอกาสยิงจากมิดฟิลด์จึงมีน้อยเป็นพิเศษ —
ทั้ง คามาดะ, วอร์ตัน, เลร์มา และฮิวจ์ส ยิงรวมกันเพียง 25 ครั้ง ทั้งฤดูกาล
แปลว่าเฉลี่ยแค่ 1 ครั้งต่อเกมสำหรับทั้งกลุ่ม
ปัญหาที่อาจเกิดในอนาคต
สมัยมี เอเซ่, โอลิเซ่ และซาฮา ตัวรุกมีความหลากหลายมากจนไม่ต้องพึ่งมิดฟิลด์ยิงประตู
แต่ตอนนี้พาเลซต้องพึ่ง มาเตต้า และส่วนหนึ่งจาก ซาร์ มากเกินไป
และซาร์จะหายหน้าไปหลายสัปดาห์เมื่อร่วมศึก AFCON กับทีมชาติเซเนกัล
นอกจากนี้ ทั้งทีมมีแค่ 3 คนที่มีค่า xG เกิน 1 คือ
- มาเตต้า 8.0
- ซาร์ 3.7
- ปิโน่ 1.4
การปล่อยให้มิดฟิลด์มีอิสระมากขึ้นอาจทำให้ระบบร่วง เพราะกลาสเนอร์สร้างเกมรุกบนเงื่อนไขว่า มิดฟิลด์ไม่ต้องยิง แต่ต้องเชื่อมเกมให้ไวที่สุด
บทสรุป: มิดฟิลด์ไม่ยิง… แต่ระบบยังเวิร์ก
พาเลซมีเกมรุกที่ดีเป็นอันดับสามของพรีเมียร์ลีกตามค่า xG (19 xG) แต่ยิงได้แค่ 13 ลูก
ถ้าจะโทษมิดฟิลด์ว่าไม่ช่วยยิง ก็ถือว่ามองผิดจุด
เพราะตามแนวคิดของกลาสเนอร์ —
พาเลซสร้างสรรค์เกมได้ดีแบบนี้ ก็เพราะมิดฟิลด์ไม่ต้องยิง
แหล่งรวบรวมข้อมูลสำหรับคนที่มีใจรักกีฬา โดยเฉพาะอย่างยิ่งฟุตบอล ที่นี่คุณจะพบกับข่าวสาร พรีวิว ผลบอลสด และรีวิวอย่างละเอียดถี่ถ้วน จากกูรูนักวิเคราะห์ชั้นนำ ทั้ง ผลบอลล่าสุด ข้อมูลลีกดังระดับโลก อาทิ พรีเมียร์ลีก บุนเดสลีกา และลาลีกา รับรองว่าจะทำให้คุณได้รู้ทันสถานการณ์ฟุตบอล และความเคลื่อนไหวในวงการกีฬาอย่างครบถ้วน รวมถึง ผลบอลเมื่อคืน
นอกจากนี้ ยังมีโซเชียล ให้ติดตามข่าว อย่างรวดเร็ว บน บ้านผลบอล

